การจัดการ "ภาวะสับสนเฉียบพลันในผู้สูงวัย" ที่บ้าน
การจัดการกับอาการเพ้อสับสนของผู้ป่วย เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความระมัดระวัง และความเข้าใจของผู้ดูแล เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการช่วยเหลือที่ถูกต้อง และไม่กระทบต่อสุขภาพของผู้ป่วยในระยะยาว
การจัดการกับอาการเพ้อสับสนขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ
- มีอาการเพ้อไม่รุนแรง เพียงแค่สับสนเล็กน้อย
- มีอารมณ์ไม่ดี กระสับกระส่าย
- การจัดการด้านอาหารและน้ำ เพื่อให้ได้โภชนาการที่เหมาะสม
หากผู้ป่วยมีอาการเพ้อไม่รุนแรง เพียงแค่สับสนเล็กน้อย
เช่น รับรู้ไม่ทันเหตุการณ์ เข้าใจผิด ตอบสนองช้าลงบ้าง
- ผู้ดูแลสามารถให้การช่วยเหลือที่เหมาะสมที่บ้านก่อนได้ เช่น พูดคุยกับผู้ป่วยด้วยถ้อยคำที่ชัดเจน พูดเป็นคำสั้นๆ เป็นคำๆ เสียงดังฟังชัดและใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย รูปประโยคไม่ซับซ้อน ค่อยๆอธิบายถึงสภาวะที่ผู้ป่วยเป็นอยู่ ให้ผู้ป่วยได้ทำความเข้าใจ และอารมณ์เย็นลง เป็นต้น
หากผู้ป่วยมีอารมณ์ไม่ดี กระสับกระส่าย
กระสับกระส่าย แต่ไม่ถึงขั้นที่ทำให้เกิดอันตรายต่อตัวเองหรือผู้อื่น ผู้ดูแลอาจกล่อมให้ผู้ป่วยนอนหลับก่อนได้
- แนะนำว่าอาจช่วยเหลือเบื้องต้นโดยการจัดสภาพแวดล้อมในห้องให้เหมาะสม ตอนกลางวันได้รับแสงสว่างเพียงพอ ตอนกลางคืนปิดไฟและผ้าม่านให้มิดชิด ในกรณีที่ผู้ป่วยอาการค่อยๆบรรเทาลง
- กรณีนี้อาจไม่จำเป็นต้องพาผู้ป่วยมาพบแพทย์ก็ได้
การจัดการด้านอาหารและน้ำ เพื่อให้ได้โภชนาการที่เหมาะสม
การจัดการด้านอาหารและน้ำ เพื่อให้ได้โภชนาการที่เหมาะสมและป้องกันการสำลักอาหาร
- ในช่วงที่ผู้ป่วยมีภาวะสับสน ควรปรับอาหารให้เป็นอาหารอ่อน ที่ย่อยง่าย เพื่อลดการกระตุ้นให้เกิดการสะสมของแก๊สในลำไส้ ท้องอืดเฟ้อ และไม่สบายตัว
- ดูแลไม่ให้ผู้ป่วยท้องผูก หรือท้องเสีย เพราะอาจเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดอาการเพ้อสับสนได้
- ระวังเรื่องการสำลักอาหาร เวลาให้ผู้ป่วยทานอาหารเองหรือหากมีความจำเป็นต้องป้อนอาการ ควรให้เวลาผู้ป่วย ไม่รีบเร่ง และจัดท่าผู้ป่วยให้อยู่ในลักษณะท่านั่งตรง ไม่เอนนอนหรือเอียงตัว เพื่อป้องกันการสำลัก
- ดื่มน้ำสะอาด ปริมาณที่เพียงพอ เนื่องจากภาวะขาดน้ำก็อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการเพ้อได้ง่ายเช่นกัน
อย่างไรก็ตามเมื่อญาติพาผู้ป่วยมาพบแพทย์ครั้งต่อไปตามนัด — ควรแจ้งเหตุการณ์สับสนดังกล่าวและวิธีจัดการที่ได้ทำไปให้แพทย์ได้ทราบด้วย เพื่อให้แพทย์ได้ทราบสถานะของผู้ป่วย
หากมีเหตุการณ์เพ้อสับสนบ่อยครั้งมากขึ้น โดยไม่มีสิ่งกระตุ้นชัดเจน อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความเสื่อมของสมองที่แย่ลง และควรค้นหาสาเหตุเพิ่มเติมให้ทันท่วงที
บทความที่น่าสนใจ
บทความโดย
หมอมิ้นท์ พญ.วรัชยา วลัยลักษณาภรณ์
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสมองและระบบประสาท
สำหรับผู้ป่วยและผู้ดูแลทางบ้านที่มีคำถาม หรือสงสัยเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยโรคสมอง โรคเส้นเลือดสมองตีบ เส้นเลือดสมองแตก ผู้ป่วยโรคสมอง และผู้ป่วยติดเตียง สามารถส่งข้อความคำถามได้ที่เพจ Viva Wellness หรือทางไลน์ @VivaWellness นะคะ หมอและทีมหมอหลายๆท่านจะทยอยตอบคำถามให้ค่ะ





