มาเรียนรู้
วิธีการให้อาหารทางสายยางกันเถอะ

การให้อาหารทางสายยางทางจมูกเป็นการให้อาหารผ่านทางสายยางจากจมูกถึงกระเพาะอาหารโดยสายให้อาหารหรือสายยางให้อาหาร เรียกว่า เอ็นจีทิ้วบ์ (NG tube)

การให้อาหารทางสายที่ผ่านจมูกสู่กระเพาะอาหาร (Nasogastric tube) เป็นวิธีที่ง่าย ใชสะดวกวิธี แต่ต้องฝึกทำ และเรียนรู้ข้อควรระมัดระวังต่างๆ โดยคาดว่าผู้ป่วยจะสามารถกลับมารับประทานอาหารทางปากตามปกติ โดยการให้อาหารทางสายยางนั้นเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับสารน้ำและอาหารอย่างเพียงพอ

เลือกอ่านหัวข้อที่สนใจ

  • ข้อบ่งชี้การรับอาหารทางสายยาง
  • การเตรียมตัวก่อนให้อาหารทางสายยาง
  • วิธีการให้อาหารทางสายยาง มีกี่วิธี ?
  • ขั้นตอนหลังให้อาหารทางสายยาง
  • ข้อควรระวัง ในการให้อาหารทางสายยาง

ข้อบ่งชี้การรับอาหารทางสายยาง

การให้อาหารทางสายยางทางจมูก ให้เมื่อมีปัญหาการให้อาหารทางปากแต่ระบบทางเดินอาหารยังอยู่ในเกณฑ์ดี คือสามารถย่อยและสามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้และไม่มีการอุดตันของทางเดินอาหารส่วนปลาย

  • ผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับการกลืน ได้แก่ การที่ปากคอหรือหลอดอาหารได้รับบาดเจ็บ
  • ผู้ป่วยที่ไม่รู้สึกตัวติดต่อกันเป็นเวลานาน เช่น ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ช็อก ตับวาย ไตวาย
  • ผู้ป่วยที่ได้รับอาหารทางปากได้ไม่เพียงพอ เช่น เบื่ออาหาร เป็นโรคเรื้อรัง อ่อนเพลียมาก

การเตรียมตัวก่อนให้อาหารทางสายยาง

  • ล้างมือให้สะอาด หรือใช้ waterless 20 – 30 วินาทีและสวมถุงมือ
  • จัดท่าผู้ป่วย ในผู้ป่วยที่ไม่มีข้อห้ามในเรื่องการจัดท่าศีรษะสูง ดูแลจัดท่าผู้ป่วยนั่งพิงสบายหรือศีรษะสูง 30-45 องศา ในรายที่นั่งไม่ได้อาจจัดท่านอนตะแคงขวาแทน เพื่อลดโอกาสผู้ป่วยขย้อนอาหารออกมา จากการที่กระเพาะอาหารที่อยู่ด้านซ้ายของผู้ป่วยถูกกดทบจากการจัดท่านอนตะแคงทับร่างกายซีกซ้าย
  • เปิดจุกปลายสายให้อาหารและเช็ดรอบรูเปิด ด้วยแอลกอฮอล์ 70% หรือน้ำต้มสุก
  • ตรวจสอบตำแหน่งของปลายสายให้อาหาร โดยต่อหัวกระบอกให้อาหาร (Syringe feeding) เข้ากับรูเปิดของสายให้อาหารโดยสำรวจให้กระชับและแน่น แล้วค่อยๆดูดจะพบมีน้ำย่อยหรืออาหารที่กำลังย่อยหากไม่พบต้องตรวจสอบโดยการฟังเสียงของอากาศ 15-20 มิลลิลิตรที่ใส่ผ่านสายยางให้อาหารเข้าไปในกระเพาะอาหารอย่างรวดเร็ว
  • หากเป็นผู้ป่วยที่ได้รับอาหารทางสายยางในมื้อก่อนหน้ามาก่อน ให้ดูดทดสอบปริมาณของเหลวที่เหลือค้างในกระเพาะอาหาร ถ้าปริมาณของเหลวเหลือค้าง 200 มิลลิลิตร จึงให้อาหารมื้อถัดไปตามปกติได้
  • เฝ้าระวังและสังเกตอาการผิดปกติอย่างใกล้ชิด หากมีอาการปวดท้อง ท้องอืดมาก คลื่นไส้ อาเจียน ควรปรึกษาแพทย์ผู้ดูแล เพื่อสืบค้นสาเหตุของปัญหาดังกล่าว โดยของเหลวที่เหลือค้างในกระเพาะอาหารที่ดูดออกมาควรใส่กลับคืนทั้งหมด โดยปริมาณไม่ควรเกิน 200-300 มิลลิลิตร หากของเหลวเกิน 200-300 มิลลิลิตรต้องหยุดให้อาหารทางสายยางชั่วคราวและปรึกษาแพทย์

วิธีการให้อาหารทางสายยาง มีกี่วิธี?

วิธีการให้อาหารทางสายยางที่นิยมในปัจจุบัน มี 2 วิธี

ท้องเสียจากอาหารปั่นผสม

วิธีให้อาหารไหลลงมาเองตามแรงโน้ม (bolus method)

1.ต่อกระบอกให้อาหารกับสายยางให้อาหาร (นำกระบอกสูบออก ใช้เฉพาะด้านนอก)

2.พับสายอาหารไว้ เทอาหารให้เต็มกระบอก

3.ยกกระบอกให้อาหารให้สูงกว่าตำแหน่งให้อาหารประมาณ 30 เซนติเมตร ปล่อยสายให้อาหารที่พับไว้ให้อาหารเหลวไหวผ่านลงตามสาย อาหารจะไหลลงมาเองตามแรงโน้มถ่วง

4.เมื่ออาหารใกล้หมด ค่อยๆเติมอาหารโดยลดระดับกระบอกอาหาร หักพับสายให้อาหารระหว่างที่ทำการเติมอาหาร (เพื่อป้องกันอากาศเข้า) แล้วจึงปล่อยสายแล้วยกกระบอกอาหารสูงขึ้นจนครบจำนวนที่กำหนด

5.ให้น้ำตามปริมาณ 50-100 มิลลิลิตร (ยกเว้นในรายที่จำกัดปริมาณน้ำดื่ม)

วิธีแบบหยด (drip method)

1.เทอาหาร ใส่ขวดหรือถุงของชุดให้อาหารทางสายยาง ต่อขวดหรือถุงใหอ้าหารทางสายยางกับชุดอาหาร
2.หักพับหรือปิดสายของชุดให้อาหาร แล้วนำขวดหรือถุงให้อาหารแขวนที่ตะขอแขวน
3.ปล่อยให้อาหารไหลลง ให้เต็มสายให้อาหารถือค้างไว้
4.ต่อสาย ชุดให้อาหารกับสายอาหารต่อตัวผู้ป่วยและปล่อยให้อาหารไหลผ่านสาย ดังนี้

  • 4.1 กรณีแบบหยดเป็นมือ
    ปรับอัตราการไหลให้หมดภายใน 1 – 2 ชั่วโมงหรือตามแผนการรักษา
  • 4.2 กรณีให้แบบต่อเนื่อง
    ต่อสายเข้ากับเครื่องดริปอาหารเหลวทางการแพทย์ หรือเครื่องปรับอัตราการไหล แล้วเปิดเครื่อง ปรับและตรวจสอบอัตราการไหลเป็นระยะ

5.ให้น้ำตามปริมาณ 50-100 มิลลิลิตร (ยกเว้นในรายที่จำกัดปริมาณน้ำดื่ม)

ขั้นตอนหลังให้อาหารทางสายยาง

  • ถ้ามียา ให้ยาที่เตรียมไว้แล้วจึงตามด้วยน้ำ
  • หนีบสายยางให้อาหารไว้ เช็ดปลายสายด้วยแอลกอฮอล์70% แล้วปิดสายด้วยจุกหรือผ้าก๊อส
  • ปล่อยใหผู้ป่วยอยู่ในท่าเดิม หลังให้อาหารอีก 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง
  • นำอุปกรณ์ไปทำความสะอาดและเก็บให้เรียบร้อย
  • ถอดถุงมือและล้างมือให้สะอาด

ข้อควรระวังในการให้อาหารทางสายยาง

อาการผิดปกติที่พบบ่อยในผู้ป่วยรับอาหารทางสายยาง
  • ทดสอบตำแหน่งของสายว่าอยู่ในกระเพาะอาหารก่อนให้อาหารทุกครั้ง
  • ระมัดระวังไม่ให้ลมผ่านเข้าสู่ร่างกายผู้ป่วยทางสายยางให้อาหารหรือผ่านเข้าได้น้อยที่สุด เพื่อป้องกันภาวะท้องอืดในผู้ป่วย
  • การให้อาหารหยดจากขวดมักมีปัญหาเรื่องการแยกชั้นจากน้ำ และอุดตันบริเวณข้อต่อ ผู้ดูแลต้องหมั่นตรวจสอบอัตราการไหลและเขย่าขวดบรรจุเป็นระยะ
  • การเปลี่ยนสายให้อาหาร ตามปกติสายให้อาหารที่ใช้กับผู้ป่วยมักจะใช้ได้นานประมาณ 1 เดือนหรือน้อยกว่านั้น >> เมื่อเห็นว่าสายขุ่นสกปรก หรือมีอาหารอุดตันทำให้อาหารไม่สามารถไหลลงไปได้หรือสายให้อาหารรั่ว(สังเกตจากมีน้ำหรือเศษอาหารซึมออกมาในช่วงให้อาหาร/ให้ยา)
  • จำเป็นต้องเปลี่ยนสายให้อาหารใหม่เสมอ ไม่ต้องรอจนถึง 1 เดือน
  • จัดให้ผู้ป่วยนอนศีรษะสูงระหว่างให้อาหารและภายหลังให้อาหารอย่างน้อย 30 นาทีเพื่อป้องกันการไหลย้อนกลับของอาหารขึ้นมาทางจมูก เสี่ยงต่อการสำลกอาหารและติดเชื้อของปอด
บทความที่น่าสนใจ

บทความโดย

หมอมิ้นท์ พญ.วรัชยา วลัยลักษณาภรณ์

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสมองและระบบประสาท

สำหรับผู้ป่วยและผู้ดูแลทางบ้านที่มีคำถาม หรือสงสัยเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยโรคสมอง โรคเส้นเลือดสมองตีบ เส้นเลือดสมองแตก ผู้ป่วยโรคสมอง และผู้ป่วยติดเตียง สามารถส่งข้อความคำถามได้ที่เพจ Viva Wellness หรือทางไลน์ @VivaWellness นะคะ หมอและทีมหมอหลายๆท่านจะทยอยตอบคำถามให้ค่ะ