รักษาแบบเข้าใจ
"อาการสั่นพาร์กินสัน"

ปัจจุบัน ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดโรคพาร์กินสัน แต่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าอาจเกี่ยวข้องกับสภาวะแวดล้อม และพันธุกรรมซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล โรคพาร์กินสันเป็นโรคที่มีความสำคัญต่อการสาธารณสุขไทย เนื่องจากมีผลกระทบทั้งต่อผู้ป่วยเอง และครอบครัวผู้ดูแล ทำให้ผู้ป่วยประสบปัญหาเกี่ยวกับความสามารถในการควบคุมการเคลื่อนไหว รวมถึงอาจมีผลกระทบต่อความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวันและคุณภาพชีวิตทั่วไป

เลือกอ่านหัวข้อที่สนใจ

  • อาการของโรคพาร์กินสัน
  • การวินิจฉัยโรคพาร์กินสัน
  • การรักษาโรคพาร์กินสัน
  • การฟื้นฟูผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน

โรคพาร์กินสัน (Parkinson’s disease) เป็นโรคความเคลื่อนไหวผิดปกติที่พบมากเป็นอันดับที่ 1 ทั่วโลก พบมากในผู้ป่วยสูงอายุ อย่างไรก็ตามพบได้ในผู้ป่วยที่มีอายุน้อยกว่า 50 ปี ประมาณร้อยละ 10 โรคพาร์กินสันเป็นโรคเรื้อรังที่เกิดจากความเสื่อมของสมอง โดยพบว่ามีการสร้างสารโดพาร์มีน (Dopamine) ในสมองลดลงทำให้เกิดความผิดปกติทางการเคลื่อนไหวในลักษณะที่ช้าและเกร็ง โดยอาการของโรคจะค่อยๆแย่ลงเมื่อเวลาผ่านไป จากความพยายามนับหลายทศวรรษ

อาการของโรคพาร์กินสัน

โรคพาร์กินสันมีอาการแสดงหลักแบ่งเป็นสองประเภท ได้แก่ อาการแสดงที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวผิดปกติ (Motor Symptoms) และอาการที่นอกเหนือจากการเคลื่อนไหว (Non-motor Symptoms)

อาการแสดงที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวผิดปกติ (Motor Symptoms) ประกอบด้วย

  1. การเคลื่อนไหวช้าลง
  2. อาการสั่นบริเวณมือ แขน ขาและใบหน้า
  3. อาการเกร็งบริเวณแขน ขา
  4. การทรงตัวไม่ดีทำให้เดินลำบากและการหกล้มได้ง่าย

อาการแสดงที่นอกเหนือจากการเคลื่อนไหว (Non-motor Symptoms) ประกอบด้วย

  1. อาการนอนละเมอในช่วงกลางคืน
  2. การรับรู้กลิ่นหรือรสชาติอาหารที่ลดลง
  3. อาการท้องผูกเรื้องรัง
  4. ภาวะซึมเศร้าหรือวิตกกังวล

โดยอาการแสดงที่นอกเหนือจากการเคลื่อนไหวเหล่านี้อาจเกิดขึ้นก่อนที่อาการการเคลื่อนไหวผิดปกติจะเริ่มแสดงขึ้นหลายสิบปี ซึ่งนับว่าเป็นสัญญาณบอกถึงความเสี่ยงที่จะเป็นโรคพาร์กินสันในอนาคตได้

การวินิจฉัยโรคพาร์กินสัน

เกณฑ์การวินิจฉัยโรคพาร์กินสันในปัจจุบัน เป็นเกณฑ์ทางคลินิกที่มีความแม่นยำสูง โดยเฉพาะการวินิจฉัยโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางระบบประสาท ตามเกณฑ์การวินิจฉัยโรคพาร์กินสันของ International Parkinson and Movement Disorder Society ผู้ป่วยจะต้องมีอาการที่เข้ากับ กลุ่มอาการพาร์กินโซนิซึ่ม 3 ข้อ ประกอบด้วย ผู้ป่วยจะต้องมีการเคลื่อนไหวที่ช้า (bradykinesia) ผู้ป่วยจะต้องมีอาการสั่นขณะพัก (rest tremor) และผู้ป่วยจะต้องมีอาการแข็งเกร็ง (rigidity)

โดยจะมีรายละเอียดในการวินิจฉัย รายละเอียดในการสนับสนุนการวินิจฉัย และรายละเอียดในการวินิจฉัยแยกโรคที่คล้ายโรคพาร์กินสันออกไป

ในกรณีที่อาการแสดงของโรคนั้นเด่นชัดและได้รับการตรวจโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เกณฑ์การวินิจฉัยดังกล่างจะมีความแม่นยำสูงถึงร้อยละ 95 โดยไม่จำเป็นต้องใช้เทคนิคการตรวจเอกซเรย์เพิ่มเติม

การสแกนสมองเพิ่มเติมด้วย MRI (Magnetic Resonance Imaging) หรือการตรวจการทำงานของเซลล์ประสาทอัตโนมัติชนิดซิมพาเทติก (post ganglionic sympathetic activity) ด้วย Cardiac MIBG scintigraphy จะมีประโยชน์เฉพาะในบางกรณี

โดยเฉพาะเมื่ออาการแสดงและผลการตรวจร่างกายทั่วไปยังไม่เพียงพอในการวินิจฉัยแยกโรค

การรักษาโรคพาร์กินสัน

ดังที่ได้กล่าวไปเบื้องต้น อาการแสดงที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวผิดปกติ ทั้งการเคลื่อนไหวที่ช้าลง อาการสั่น อาการเกร็งนั้น เป็นอาการแสดงเมื่อระดับของโดพาร์มีน (Dopamine) ในสมองได้เริ่มลดลงมากมานานแล้ว ก่อนหน้าที่อาการจะแสดงออกให้เห็นชัดเจน

เนื่องจากสมองคนเรามีความสามารถในการชดเชยอาการที่เป็นปัญหา ทำให้ยังไม่แสดงออก หรือแสดงออกน้อย ตัวอย่างเช่น การใช้มือได้คล่องแคล่วน้อยลง การวาดภาพที่อาศัยทักษะความละเอียดอ่อนได้ไม่สวยงามเท่าเดิม เป็นต้น

ปัจจุบันมีข้อมูลทางการแพทย์สนับสนุนมากขึ้นในการเริ่มรักษาโรคพาร์กินสันตั้งแต่ผู้ป่วยมีอาการและได้รับการวินิจฉัยโดยแพทย์ เนื่องจากมีข้อมูลที่ยืนยันว่าการเริ่มรักษาที่เร็วกว่า มีส่วนช่วยในการรักษาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น มีภาวะแทรกซ้อนน้อยลง มีอายุที่ยืนยาวขึ้น รวมไปถึงด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ปัจจุบัน การใช้ยารักษาโรคพาร์กินสันพบว่ามีผลข้างเคียงจากยาน้อยลงกว่าแต่ก่อนมาก

การฟื้นฟูผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน

ผู้ป่วยที่เป็นโรคพาร์กินสัน มักจะมีปัญหาเรื่องการเคลื่อนไหวที่เสี่ยงต่อการหกล้ม ซึ่งเป็นผลจากการทรงตัวไม่ดี หลังค่อม สะโพกและเข่างอ ความยืดหยุ่นและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อลดลง การออกกำลังกายที่เหมาะสม อย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้ร่างกายและจิตใจของผู้ป่วยมีสุขภาวะดี และมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว

การออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยพาร์กินสัน ประกอบด้วย

  1. การออกกำลังกายแบบแอโรบิค โดยเน้นกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวและกล้ามเนื้อมัดใหญ่ โดยให้มีระดับความเหนื่อยเพียงเล็กน้อย และเป้าหมายระยะเวลาการออกกำลังกายประมาณ 150 นาทีต่อสัปดาห์
  2. การออกกำลังกายเพิ่มความยืดหยุ่น โดยเน้นกล้ามเนื้อคอ หน้าอก ลำตัวและต้นขาหลัง
  3. การออกกำลังกายเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ โดยเน้นกล้ามเนื้อหน้าท้อง สะโพก หลังส่วนบนและหน้าขา
  4. การออกกำลังกายเพิ่มการทรงตัว โดยการฝึกเดินต่อเท้า ยืนขาเดียว ย่ำเท้าอยู่กับที่และการุกขึ้นยืนจากเก้าอี้โดยใช้มือกอดอก

การรักษาและการดูแลผู้ป่วยโรคพาร์กินสันในปัจจุบัน แม้เป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาด แต่การรักษาและการดูแลที่ถูกต้องจะสามารถช่วยควบคุมอาการ ชะลอความรุนแรงของอาการ และเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้

  • นอกจากยาที่ใช้ในการควบคุมอาการทางการเคลื่อนไหว
  • การกายภาพบำบัดเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและสภาพร่างกายทั้งด้านกายและจิตใจของผู้ป่วย

การรักษาและการดูแลผู้ป่วยโรคพาร์กินสันต้องเป็นแบบครบวงจร คือครอบคลุมทุกด้านของการดูแลผู้ป่วย ไม่เพียงแต่การควบคุมอาการทางการเคลื่อนไหว แต่ยังรวมถึงการดูแลด้านจิตใจ สภาพอารมณ์ และคุณภาพชีวิตทั่วไป การสนับสนุนจากครอบครัวและผู้ดูแลมีความสำคัญอย่างมาก เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถอยู่อย่างมีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาวได้

บทความโดย

หมอมิ้นท์ พญ.วรัชยา วลัยลักษณาภรณ์

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสมองและระบบประสาท

สำหรับผู้ป่วยและผู้ดูแลทางบ้านที่มีคำถาม หรือสงสัยเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยโรคสมอง โรคเส้นเลือดสมองตีบ เส้นเลือดสมองแตก ผู้ป่วยโรคสมอง และผู้ป่วยติดเตียง สามารถส่งข้อความคำถามได้ที่เพจ Viva Wellness หรือทางไลน์ @VivaWellness นะคะ หมอและทีมหมอหลายๆท่านจะทยอยตอบคำถามให้ค่ะ