“ปลายเท้าจิก” ในคนไข้สโตรก
เจาะลึกสาเหตุและวิธีกายภาพที่เห็นผล

เคยสังเกตไหมว่าคนไข้สโตรกมักเดินปลายเท้าจิกจนสะดุดหรือเดินลำบาก?

👉 ภาวะนี้เกิดจากอะไร?
👉 ทำไมกล้ามเนื้อถึงทำงานผิดปกติ?
👉 และมีกายภาพบำบัดแบบไหนที่ช่วยฟื้นฟูให้กลับมาเดินมั่นคงได้?

บทความนี้ หมอมิ้นท์ พญ. วรัชยา วลัยลักษณาภรณ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองและระบบประสาท เฉพาะทางด้านโรคหอดเลือดสมอง จะมาอธิบายคำตอบและแนวทางการดูแลที่ช่วยให้คนไข้กลับมาใช้ชีวิตอย่างคล่องตัวอีกครั้งค่ะ

เคยสังเกตไหมว่าคนไข้สโตรกมักเดินปลายเท้าจิกจนสะดุดหรือเดินลำบาก?

👉 ภาวะนี้เกิดจากอะไร?
👉 ทำไมกล้ามเนื้อถึงทำงานผิดปกติ?
👉 และมีกายภาพบำบัดแบบไหนที่ช่วยฟื้นฟูให้กลับมาเดินมั่นคงได้?

บทความนี้ หมอมิ้นท์ พญ. วรัชยา วลัยลักษณาภรณ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองและระบบประสาท เฉพาะทางด้านโรคหอดเลือดสมอง จะมาอธิบายคำตอบและแนวทางการดูแลที่ช่วยให้คนไข้กลับมาใช้ชีวิตอย่างคล่องตัวอีกครั้งค่ะ

เลือกอ่านหัวข้อที่สนใจ

  • มาทำความรู้จัก ภาวะปลายเท้าจิกในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)
    • ภาวะปลายเท้าจิกในผู้ป่วยสโตรก คืออะไร
    • ภาวะปลายเท้าจิกในผู้ป่วยสโตรก จะมีอาการอย่างไร
    • สาเหตุของปลายเท้าจิกในผู้ป่วยสโตรก
    • ผลเสียของ
    • ภาวะปลายเท้าจิก
      ภาวะปลายเท้าจิก มีกี่แบบ? รักษาแตกต่างกันอย่างไร?
      • ปลายเท้าจิกที่ยังยืดหยุ่นได้
      • ปลายเท้าจิกที่แข็งเกร็ง
  • การกายภาพในผู้ป่วยที่มีภาวะปลายเท้าจิก
    • ภาวะปลายเท้าจิก แก้ไขได้หรือไม่ ต้องทำอย่างไร
    • จะป้องกัน ไม่ให้เกิดเท้าจิกเกร็ง ภายหลังในผู้ป่วยสโตรกอย่างไร 
    • รู้ทัน แก้ไปด้วยกัน 6 ท่ากายภาพบำบัด แก้ปัญหาปลายเท้าจิกในผู้ป่วยสโตรก
  • เทคนิคการกายภาพบำบัด“ผู้ป่วยปลายเท้าจิก” ที่ศูนย์กายภาพฟื้นฟูเฉพาะทางผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง “VIVA”
    • เทคนิคการฝึกกายภาพที่เราเลือกใช้

มาทำความรู้จัก ภาวะปลายเท้าจิกในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)

ภาวะปลายเท้าจิกในผู้ป่วยสโตรก คืออะไร

ภาวะปลายเท้าจิก (Claw Toe) เป็นปัญหาที่ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองหลายรายต้องประสบหลังจากเกิดสโตรก นิ้วเท้าของผู้ป่วยจะเริ่มงอ งุ้มเข้าไปใต้ฝ่าเท้า ทำให้เดินลำบากและก่อให้เกิดความเจ็บปวด

ภาวะปลายเท้าจิกในผู้ป่วยสโตรก จะมีอาการอย่างไร

การงอของนิ้วเท้า

อาการที่เด่นชัดที่สุดของภาวะเท้าจิกเกร็งคือนิ้วเท้างอขึ้นจากแนวราบอย่างเห็นได้ชัด โดยนิ้วเท้าข้อแรกจะโค้งขึ้น ในขณะที่ข้อถัดไปทั้งสองข้อจะโค้งลง

สำหรับผู้ป่วยบางราย หากข้อนิ้วเท้างอชัดมากจะทำให้นิ้วเท้าโค้งลงไปอยู่ใต้ฝ่าเท้า ซึ่งสร้างความลำบากในการเดินและการสวมใส่รองเท้า

มีหูด ตาปลา และหนังกำพร้า

หูดที่เป็นเนื้อแข็งสามารถเกิดขึ้นได้จากการที่นิ้วเท้าเรียงตัวผิดแนวและมีการเสียดสีกับรองเท้าอย่างต่อเนื่อง การที่นิ้วเท้าจิกงออยู่ในท่านี้นานๆ บวกกับการเสียดสีอย่างต่อเนื่องมักจะนำไปสู่การเกิดตาปลาและหนังกำพร้า โดยเฉพาะบริเวณที่มีกระดูกยื่นออกมา

ข้อติดแข็ง

ข้อนิ้วเท้าติดแข็งเป็นอาการที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อข้อนิ้วเท้าเสียความยืดหยุ่น เอ็นฝ่าเท้าเกิดการหดรั้ง งุ้มเท้าและนิ้วเท้าเข้า ทำให้เกิดปัญหาในการทรงตัวและการเดินตามมา

อาการเหล่านี้บ่งบอกถึงความจำเป็นในการดูแลรักษาและการรักษาที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตและลดความเจ็บปวดจากภาวะเท้าจิกเกร็ง

สาเหตุของปลายเท้าจิกในผู้ป่วยสโตรก

ภาวะปลายเท้าจิกนี้เกิดจากความไม่สมดุลกันของกล้ามเนื้อเท้าและนิ้วเท้า การสั่งงานผิดปกติ จากความผิดปกติทางระบบประสาท ส่งผลให้กล้ามเนื้อเท้าและนิ้วเท้า “หดเกร็งมากเกินไป” ก่อให้เกิดภาวะเอ็นหดสั้นและข้อนิ้วเท้าหงิกงอผิดรูปตามมา

ผลเสียของภาวะปลายเท้าจิก

  • ภาวะปลายเท้าจิกเป็นอุปสรรคต่อการดูแลรักษาความสะอาดร่างกาย
  • ภาวะปลายเท้าจิกนี้มักเกิดขึ้นที่เท้าข้างอ่อนแรง และอาจทำให้เกิดตุ่มน้ำ หนองหรือแคลลัสที่ฝ่าเท้าได้
  • หลายครั้งพบว่าผู้ป่วยที่มีปัญหาเท้าจิกเกร็ง ข้อติดถาวร ส่งผลต่อความสวยงามและภาพลักษณ์ของผู้ป่วย
  • ผู้ป่วยกลุ่มนี้เป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิด แผลติดเตียง แผลกดทับที่ตำแหน่งข้อเท้าตามมา เพราะผู้ป่วยไม่สามารถขยับ เปลี่ยนท่าวางเท้า ข้อเท้าเองได้
แผลกดทับบริเวณส้นเท้าจากภาวะปลายเท้าจิกเป็นเวลานาน
แผลกดทับบริเวณส้นเท้าจากภาวะปลายเท้าจิกเป็นเวลานาน

ภาวะปลายเท้าจิก มีกี่แบบ? รักษาแตกต่างกันอย่างไร?

ภาวะปลายเท้าจิกแบ่งเป็นสองประเภท ได้แก่

  1. ปลายเท้าจิกที่ยังยืดหยุ่นได้
  2. ปลายเท้าจิกที่แข็งเกร็ง เป็นระดับรุนแรง แก้ไขยากกว่า

ปลายเท้าจิก ยังยืดหยุ่นได้ “flexible claw toe”

ในกรณีของปลายเท้าจิก ยังยืดหยุ่นได้ ข้อต่อนิ้วเท้ายังสามารถเคลื่อนไหวได้ ไม่มีข้อยึดติด คำแนะนำจาก American Academy of Orthopedic Surgeons (AAOS) และ American Orthopedic Foot and Ankle Society แนะนำให้แก้ไขความไม่สมดุลของกล้ามเนื้อเหยียด-กล้ามเนื้องอ (ไม่ให้งอหรืองุ้มมากเกินไป)

  • ฝึกใช้กล้ามเนื้อนิ้วเท้าโดยหยิบวัตถุเล็ก ๆ เช่น ลูกแก้ว หรือผ้าขนหนู
    • การฝึกเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเท้า นิ้วเท้ามัดเล็ก มีประโยชน์อย่างมากในการลดการจิกของเท้า เพราะอาการเกร็งเป็นสัญญาณบ่งบอกว่ากล้ามเนื้อมัดนั้นๆยังอ่อนแรงอยู่ ยังไม่พร้อมที่จะฝึกขั้นตอนต่อไป
  • ผู้ป่วยสโตรกจะมีอาการเกร็งมากขึ้น เมื่อต้องออกแรงกล้ามเนื้อมัดนั้นเพิ่ม หากผู้ป่วยพยายามเพิ่มการฝึกให้หนักขึ้น ทั้งที่กล้ามเนื้อพื้นฐานยังไม่แข็งแรงพอ ร่างกายจะทำการตอบสนองด้วยการเกร็งเพิ่ม เพื่อชดเชยการออกแรง ก่อให้เกิดอาการล้า เจ็บปวด ฝึกได้ไม่ถึงเป้าหมายในท้ายที่สุด

ภาวะปลายเท้าจิกที่แข็งเกร็ง “rigid claw toe”

สำหรับภาวะปลายเท้าจิกที่แข็งเกร็ง “rigid claw toe” ข้อต่อนิ้วเท้าจะอยู่ในตำแหน่งที่ผิดปกติอย่างถาวร

การรักษาภาวะปลายเท้าจิกที่แข็งเกร็งระยะนี้ มักเน้นไปที่การจัดการความเจ็บปวดมากกว่าการแก้ไขรูปเท้าที่ผิดปกติ การลดอาการปวดเกร็งสามารถทำได้โดย

  • กายภาพบำบัดกล้ามเนื้อมัดเล็กของเท้า และนิ้วเท้า เน้นการเพิ่มมุมการเคลื่อนไหว และยืดเหยียดกล้ามเนื้อ
  • กายภาพบำบัดกล้ามเนื้อน่อง และต้นขา
    • รู้หรือไม่! อาการจิกเกร็งที่เท้า อาจไม่ใช่ปัญหาที่เท้าอย่างเดียวเท่านั้น กล้ามเนื้อมัดที่เหนือขึ้นไป ได้แก่ กล้ามเนื้อน่อง และต้นขา ล้วนมีส่วนในการลดหรือเพิ่มอาการเกร็งที่เท้าได้ด้วย
การกายภาพรักษาภาวะปลายเท้าจิกไม่ให้เกิดแผลกดทับ
การกายภาพรักษาภาวะปลายเท้าจิกไม่ให้เกิดแผลกดทับ

ผู้ป่วยที่กลับมาเดินได้ แต่ยังมีปลายเท้าจิก ต้องยกเท้าสูงเพราะเดินลากเท้าอยู่ (เกิดจากการดึงรั้งของเอ็นร้อยหวาย เอ็นนิ้วเท้า) ส่งผลให้ท่าเดินไม่สวยงาม

  • แพทย์อาจพิจารณาการผ่าตัดเป็นทางเลือกในผู้ป่วยบางราย (อาจรวมถึงการตัดเส้นเอ็นที่ตึง การยืดหรือจัดตำแหน่งของเส้นเอ็นใหม่ หรือการใส่หมุดเหล็กในนิ้วเท้าเป็นต้น)
  • การฉีดโบทูลินั่มท็อกซิน (Botox®) ก็นับเป็นอีกวิธีที่มีประสิทธิภาพ โดยโบท็อกซ์จะทำงานโดยการบล็อกเส้นประสาท ทำให้สารสื่อประสาทที่ส่งสัญญาณให้กล้ามเนื้อหดตัวไม่สามารถไปถึงเส้นประสาทได้ ผลลัพธ์จากการฉีดจะเริ่มเห็นผลใน 5-10 วัน และมีระยะเวลาประมาณ 3-4 เดือน

แม้ภาวะปลายเท้าจิกจะดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่นอกจากความไม่สวยงาม ภาวะปลายเท้าจิกเกร็งนี้ อาจก่อให้เกิดความเจ็บปวดในผู้ป่วยติดเตียงที่สื่อสารบอกความเจ็บปวดไม่ได้ รวมถึงอาจส่งผลให้เกิดปัญหาแทรกซ้อน เช่น ผิวหนังติดเชื้อ มีหนองหรือมีแคลลัสแข็ง เจ็บปวดได้

ดังนั้นถ้าผู้ดูแลสังเกตว่าผู้ป่วยอาจจะมีภาวะนี้ ควรปรึกษาแพทย์เพิ่มเติม เพื่อให้ได้รับการดูแลที่เหมาะสมตั้งแต่ระยะแรกที่ข้อยังยืดหยุ่นได้

การกายภาพในผู้ป่วยที่มีภาวะปลายเท้าจิก

ภาวะปลายเท้าจิก แก้ไขได้หรือไม่ ต้องทำอย่างไร

ภาวะปลายเท้าจิก แก้ไขได้ และควรวางแผนตั้งแต่เริ่มต้นการฝึกกายภาพ

  • หากผู้ป่วยมีปลายเท้าจิกที่ยังยืดหยุ่นได้ การกายภาพจะเน้นเป็นการยืดเหยียดกล้ามเนื้อก่อน พร้อมการเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ป้องกันแผล ป้องกันแคลลัสที่ทำให้ปวด และไม่อยากฝึกใช้เท้า
  • หากผู้ป่วยมีปลายเท้าจิกที่แข็งเกร็งแล้ว (เป็นระดับรุนแรง แก้ไขยากกว่า) การกายภาพจะเน้นเป็นการเพิ่มมุมการเคลื่อนไหว และยืดเหยียดกล้ามเนื้อก่อน แล้วจึงสเต็ปไปขั้นตอนการเพิ่มกำลังกล้ามเนื้อ และการลงน้ำหนักที่เท้าข้างอ่อนแรงนั้น ตามลำดับ

อย่าลืมว่า! หากเท้ายังจิกเกร็งอยู่ การเร่งฝึกเดิน ฝึกลงน้ำหนักในเท้าที่อ่อนแรงและเกร็ง ยิ่งจะทำให้เท้าเกร็งมากขึ้น การประเมินระยะที่ถูกต้อง เช็คความพร้อมของผู้ป่วยก่อน จึงเป็นเรื่องสำคัญกว่าการเร่งฝึกแบบไม่เหมาะสมค่ะ

จะป้องกัน ไม่ให้เกิดเท้าจิกเกร็ง ภายหลังในผู้ป่วยสโตรกอย่างไร

  • ใช้แผ่นดามหรือเทปกีฬาสำหรับจัดตำแหน่งนิ้วเท้า (Toe seperator)
    • เพื่อป้องกันการเสียดสี และช่วยลดอาการเกร็งนิ้วเท้า
  • ใช้แผ่นเสริมส้น (Heel Lifts)
    • ลดการงุ้มของฝ่าเท้า ช่วยให้การฝึกเดินเป็นธรรมชาติและสบายขึ้น
  • ใส่รองเท้าที่นุ่มและมีหน้ารองเท้ากว้างพอสำหรับนิ้วเท้า ไม่ให้เกิดการเสียดสี
  • หลีกเลี่ยงรองเท้าที่มีส้นสูงเกิน 2 นิ้ว
    • รองเท้าส้นสูง จะทำให้ร่างกายลงน้ำหนักที่เท้าส่วนหน้า และนิ้วเท้าเป็นหลัก ทำให้เกิดอาการเกร็งเพิ่มขึ้น

รู้ทัน แก้ไปด้วยกัน 6 ท่ากายภาพบำบัด แก้ปัญหาปลายเท้าจิกในผู้ป่วยสโตรก

ท่ากายภาพบำบัดแก้เท้าจิกเกร็ง
  1. ท่ายืดกล้ามเนื้อนิ้วเท้า-นิ้วโป้งและอีกสี่นิ้ว-ด้วยมือ 
  2. ท่ากดนวดเพื่อยืดเหยียดฝ่าเท้าและนิ้วเท้าด้วยมือ
  3. ยืดเหยียดกล้ามเนื้อน่องโดยใช้เท้ายันกำแพง
  4. ยืนบนปลายเท้า เขย่งยกตัว ค้างนาน 10 วินาที
  5. ฝึกกระดกปลายเท้าขึ้น-ลง
    • ทำเอง ไม่ต้องมีอุปกรณ์ช่วย [สำหรับผู้ป่วยที่มีนิ้วจิกเกร็งน้อย]
    • ใช้ผ้าขนหนูแถบยาวหรือยางยืดออกกำลังกายช่วยกระดกปลายเท้าขึ้น [สำหรับผู้ป่วยที่มีนิ้วจิกเกร็งมาก]
  6. ฝึกความถนัดกล้ามเนื้อมัดเล็ก
    • ท่าเคาะนิ้วเท้ากับพื้น
    • ท่าจิกพื้น
    • ท่าขยำผ้าเช็ดเท้า
    • ท่าหยิบลูกแก้ว

เทคนิคการกายภาพบำบัด“ผู้ป่วยปลายเท้าจิก”
ที่ศูนย์กายภาพฟื้นฟูเฉพาะทางผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง “VIVA”

เทคนิคการฝึกกายภาพที่เราเลือกใช้

ที่ Viva Wellness เรามีบริการ คลินิกโรคหลอดเลือดสมอง ที่เป็นศูนย์กายภาพฟื้นฟูเฉพาะทางผู้ป่วยโรคหลดเลือกสมอง ซึ่งเรามีเทคนิคในการฝึกกายภาพดังนี้

  • การประเมินความพร้อม และ เช็คปัญหาของผู้ป่วยอย่างคลอบคลุมโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านโรคหลอดเลือดสมอง แพทย์เวชศาตร์ฟื้นฟู ทีมนักกายภาพ
  • ใส่ใจทุกขั้นตอน เริ่มต้นการฝึกด้วยการนวดเท้าด้วยโลชั่น
    • เทคนิคการทาโลชั่นที่ผิวหนัง/ซอกนิ้วเท้าให้ทั่วบริเวณและนวดเบาๆ ก่อนเริ่มการฝึก จะช่วยป้องกันการเกิดแผลแยกจากการยืดผิวหนังบริเวณเท้าที่เกร็งมานาน และกระตุ้นความรู้สึกบริเวณเท้า/นิ้วเท้าก่อนเริ่มกายภาพ
  •  ใช้ซิลิโคนดาม Toe separator
    • เพื่อจัดตำแหน่งนิ้วเท้า เพื่อให้กล้ามเนื้อเหยียด แยกนิ้วเท้าได้ง่ายขึ้นขณะฝึก
  • ใช้แผ่นเสริมส้นเท้า
    • ช่วยให้การฝึกเดินเป็นธรรมชาติ และลดอาการเกร็งของอุ้งเท้า
  • โปรแกรมการกายภาพออกแบบโดยแพทย์และนักกายภาพบำบัด มุ่งเน้นไปที่การเสริมสร้างความแข็งแรงและปรับปรุงการเคลื่อนไหวของเท้าและข้อเท้าที่ได้รับผลกระทบ ช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาเดินเป็นธรรมชาติมากขึ้น
    • การเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ (Strengthening)
    • การยืดเหยียดกล้ามเนื้อ (Stretching)
  • การบำบัดด้วยคลื่นกระแทก (Shock Wave Therapy)
    • เป็นการใช้คลื่นกระแทกเพื่อกระตุ้นการซ่อมแซมเนื้อเยื่อและเพิ่มการไหลเวียนของเลือดเข้าสู่กล้ามเนื้อที่อ่อนแรง ช่วยลดอาการเกร็งจากการหดตัวของกล้ามเนื้อฝ่าเท้าที่มีส่วนทำให้เกิดการจิกเกร็งของอุ้งเท้า
  • การกระตุ้นด้วยไฟฟ้า (Electrical Stimulation)
    • วิธีการกระตุ้นด้วยไฟฟ้าสามารถใช้ในการกระตุ้นกล้ามเนื้อเฉพาะมัด ช่วยในการฝึกและปรับสมดุลของกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของเท้า
  • การฝังเข็มคลายจุดปวดแบบตะวันตก (Dry Needling)
    • การฝังเข็มแห้งในตำแหน่งที่พบจุดกดเจ็บในกล้ามเนื้อ (trigger point) เพื่อคลายปมกล้ามเนื้อ ช่วยลดเกร็ง คลายปวด และช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ให้พร้อมต่อการฝึกมากขึ้น
  • การกระตุ้นเส้นประสาทด้วยไฟฟ้าผ่านผิวหนัง (TENS)
    • อุปกรณ์ TENS จะส่งกระแสไฟฟ้าขนาดต่ำไปยังเส้นประสาทรับความรู้สึก ออกฤทธิ์ลดปวดผ่านกลไกการลดปวด Voltage gated therory เป็นอีกขั้นตอนที่ถูกใช้เพื่อช่วยลดอาการปวดของผู้ป่วยสโตรกได้อย่างดี
  • การบำบัดด้วยการสั่นสะเทือน (Vibration Therapy)
    • การใช้เครื่องสั่นสะเทือนเพื่อกระตุ้นกล้ามเนื้อให้ตื่นตัวและช่วยฟื้นฟูการรับรู้ตำแหน่งข้อต่อ ข้อเท้า ข้อนิ้วเท้า การเคลื่อนไหวของร่างกาย มีส่วนช่วยในการควบคุมการเคลื่อนไหวและเพิ่มความมั่นคงของเท้า
  • การกระตุ้นเส้นประสาทด้วยไฟฟ้าผ่านผิวหนัง (TENS)
    • อุปกรณ์ TENS จะส่งกระแสไฟฟ้าขนาดต่ำไปยังเส้นประสาทรับความรู้สึก ออกฤทธิ์ลดปวดผ่านกลไกการลดปวด Voltage gated therory เป็นอีกขั้นตอนที่ถูกใช้เพื่อช่วยลดอาการปวดของผู้ป่วยสโตรกได้อย่างดี
  • การบำบัดด้วยการสั่นสะเทือน (Vibration Therapy)
    • การใช้เครื่องสั่นสะเทือนเพื่อกระตุ้นกล้ามเนื้อให้ตื่นตัวและช่วยฟื้นฟูการรับรู้ตำแหน่งข้อต่อ ข้อเท้า ข้อนิ้วเท้า การเคลื่อนไหวของร่างกาย มีส่วนช่วยในการควบคุมการเคลื่อนไหวและเพิ่มความมั่นคงของเท้า
  • การบำบัดด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasound Therapy)
    • การใช้คลื่นเสียงความถี่สูงสร้างความร้อนลึก ส่งเสริมการไหลเวียนของเลือด ลดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อและเพิ่มประสิทธิภาพของการบำบัดรักษา
  • การบำบัดด้วยความเย็น (Cryotherapy)
    • การใช้ความเย็น ลดการอักเสบและบรรเทาปวดในเนื้อเยื่อได้รับบาดเจ็บ

เทคนิคกายภาพบำบัดเหล่านี้เป็นทางเลือกที่หลากหลายสำหรับผู้เชี่ยวชาญในการปรับโปรแกรมการรักษาให้ตรงกับความต้องการเฉพาะของผู้ป่วยสโตรกแต่ละราย โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มการเคลื่อนไหวและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย

ภาวะปลายเท้าจิกเกร็งเป็นความท้าทายที่ต้องการการรักษาที่เหมาะสมตามระยะโรค และความต้องการของผู้ป่วย ความก้าวหน้าในเทคโนโลยีจะช่วยเพิ่มอิสระและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ที่มีปัญหาปลายเท้าจิกเกร็ง หลังเกิดโรคหลอดเลือดสมอง และสมองได้รับบาดเจ็บได้อย่างมาก

บทความโดย

หมอมิ้นท์ พญ.วรัชยา วลัยลักษณาภรณ์

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสมองและระบบประสาท

สำหรับผู้ป่วยและผู้ดูแลทางบ้านที่มีคำถาม หรือสงสัยเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยโรคสมอง โรคเส้นเลือดสมองตีบ เส้นเลือดสมองแตก ผู้ป่วยโรคสมอง และผู้ป่วยติดเตียง สามารถส่งข้อความคำถามได้ที่เพจ Viva Wellness หรือทางไลน์ @VivaWellness นะคะ หมอและทีมหมอหลายๆท่านจะทยอยตอบคำถามให้ค่ะ