“Use it or Loose it”
หลักการฟื้นตัวของสมองหลังได้รับความเสียหาย
เคยสงสัยไหมว่า ทำไมการเคลื่อนไหวซ้ำๆ หรือการฝึกใช้งานร่างกายอย่างต่อเนื่องถึงมีความสำคัญต่อการฟื้นตัวหลังโรคหลอดเลือดสมอง? หลักการ “Use it or Lose it” หรือ “ใช้มัน หรือ เสียไป” เป็นแนวคิดพื้นฐานที่อธิบายถึงความสามารถของสมองในการปรับตัวและสร้างเส้นทางประสาทใหม่ (Neuroplasticity) หลังจากได้รับความเสียหาย
สมองของเรามีความยืดหยุ่นและสามารถเรียนรู้ใหม่ได้ แต่หากเราไม่พยายามฝึกหรือกระตุ้นสมองผ่านการใช้งาน เช่น การเคลื่อนไหวส่วนที่อ่อนแรงหรือฝึกทักษะต่างๆ สมองอาจ “ลืม” ความสามารถเหล่านั้นไป
การฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอจึงเปรียบเสมือนการบอกให้สมองสร้างทางเดินใหม่เพื่อทดแทนส่วนที่เสียหาย
ในบทความนี้ เราจะมาทำความเข้าใจว่าหลักการ “Use it or Lose it” ช่วยส่งเสริมการฟื้นตัวของสมองได้อย่างไร และจะนำไปปรับใช้กับชีวิตประจำวันเพื่อฟื้นฟูสุขภาพและความสามารถให้ดีที่สุดได้อย่างไรกันค่ะ
เลือกอ่านหัวข้อที่สนใจ
- หลักการฟื้นตัวของสมองหลังได้รับความเสียหาย
- ภาวะชินชาจากการไม่ถูกใช้งาน
หลักการฟื้นตัวของสมองหลังได้รับความเสียหาย
หากเราเข้าใจกระบวนการฟื้นตัว หรือสเตปการฟื้นตัวของสมองในคนไข้ที่สมองบาดเจ็บ ว่ามีการซ่อม (ส่วนที่เสีย) และสร้าง (สะพานทางเชื่อมใหม่) เพื่อใช้ในการสื่อสารระหว่างเซลล์สมอง จากเซลล์ไปอีกเซลล์ เพื่อส่งสัญญาณสมองออกมาเป็น คำสั่งสมอง เป็นการเคลื่นไหวแขนขา การรับความรู้สึกจากผิวหนังและข้อต่อ การพูด การกินการกลืน เป็นต้น
การบาดเจ็บของสมองไม่ว่าจากเส้นเลือดสมองตีบ เส้นเลือดสมองแตก ติดเชื้อในสมอง หรือได้รับอุบัติเหตุกระทบกระแทกสมอง มีเลือดออกในสมองนั้น มีกระบวนการซ่อม/สร้างคล้ายกัน ด้วยหลักการ “Use it or Loose it”
เพราะสมองคนเรามีเซลล์ และ สายใยประสาทมากมาย แต่รู้หรือไม่ว่า ไม่ใช่ทุกเซลล์ ทุกทางเชื่อมสายใยประสาท จะถูกกระตุ้นให้ตื่นตัว ถูกใช้ตลอดเวลา เช่น เมื่อเราขยับนิ้วชี้ มีเพียงเซลล์ประสาทส่วนหนึ่งเท่านั้นที่ถูกกระตุ้นให้ออกแรงขยับนิ้ว ข้อต่อและรับรู้ทิศทางกลับมา
เซลล์ส่วนอื่นๆที่ไม่ได้ใช้ ก็พักอยู่นิ่ง ในสภาวะสงบ…
เช่นเดียวกับการทำกายภาพบำบัด กิจกรรมบำบัด หรือการฝึกอื่นทันทีหลังจากที่สมองบาดเจ็บ การฝึกเหล่านี้ล้วนเป็นการกระตุ้นเซลล์ส่วนนั้นๆให้ “ตื่นทำงาน ไม่อยู่นิ่ง หรือถดถอยไป”
- ทางเทคนิกเรียกกระบวนการถดถอยของเซลล์สมอง จากการถูกละทิ้งไม่ใช้งานประจำ รูปแบบนี้ว่า cell pruning
- ซึ่งหมายความว่า เมื่อเซลล์สมองไม่ถูกใช้ และถูกลดบทบาทไปจากการไม่ใช้ ไม่กระตุ้นเซลล์สมองเหล่านี้นานๆ
- โอกาสในการฟื้นตัวจากภาวะทุพพลภาพโดยสมบูรณ์นี้ก็จะน้อยลงด้วย โดยคนไข้อาจละเลย เพิกเฉย หรือมีการต่อต้านการใช้งานร่างกายซีกที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งเป็นกระบวนการที่แพทย์และคนไข้ไม่อยากให้เกิดขึ้น เป็นการปรับตัวแบบไม่ดี เพราะทำให้ยากต่อการฟื้นฟู
ภาวะชินชาจากการไม่ถูกใช้งาน
ภาวะชินชาจากการไม่ถูกใช้งานนี้ ทางเวชศาสตร์ฟื้นฟู เรียกกันว่า “learned non-use”
อย่างไรก็ตามต้องเริ่มทำเมื่อร่างกายพร้อม และสัญญาณชีพคงที่แล้ว โดยเริ่มต้นจากการฝึกข้างเตียงก่อน แล้วจึงสเตปการฝึกให้ท้าทายขึ้น ตามความสามารถที่ดีขึ้นตามลำดับ
ดังนั้นตั้งแต่ช่วงแรกของโรคเส้นเลือดสมองตีบ แตก อุดตัน เลือดออกในสมอง ผู้ป่วยควรได้รับการกระตุ้นที่เหมาะสม เทคนิกถูกต้อง ด้วยความถี่ของการฝึกที่เยอะมากพอ เข้มข้นพอ
ไม่ใช่หวังเพียงให้สมองทำงานดีขึ้น แต่ต้องหวังเพื่อให้เซลล์สมองและทางเชื่อมสายใยประสาทเหล่านี้ “ไม่ถดลอยลงไปอีกด้วย”
บทความที่น่าสนใจ
บทความโดย
หมอมิ้นท์ พญ.วรัชยา วลัยลักษณาภรณ์
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสมองและระบบประสาท
สำหรับผู้ป่วยและผู้ดูแลทางบ้านที่มีคำถาม หรือสงสัยเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยโรคสมอง โรคเส้นเลือดสมองตีบ เส้นเลือดสมองแตก ผู้ป่วยโรคสมอง และผู้ป่วยติดเตียง สามารถส่งข้อความคำถามได้ที่เพจ Viva Wellness หรือทางไลน์ @VivaWellness นะคะ หมอและทีมหมอหลายๆท่านจะทยอยตอบคำถามให้ค่ะ




