หมอเล่าเรื่อง
ผู้ป่วยสโตรกตั้งแต่เข้าจนออกจากโรงพยาบาล จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
เส้นเลือดสมองตีบ เส้นเลือดสมองแตก โรคสมองขาดเลือด เหล่านี้ล้วนเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ยิ่งรักษาเร็ว โอกาสรอด ฟื้นตัวดี ย่อมสูงขึ้น ดังวลีที่ว่า “รู้ เร็ว รอด ปลอดภัย” ยังคงเป็นคติที่ใช้ได้เสมอสำหรับโรคหลอดเลือดสมอง
แต่หลังจากนั้นละ…
คำถามที่เกิดขึ้นต่อมา ว่าหลังจาก “รอดเพราะเร็ว” แล้วนั้น การรักษา ตัวโรคจะดำเนินต่อไปเช่นไร ?
หมอมิ้นท์ พญ.วรัชยา วลัยลักษณาภรณ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสมองและระบบประสาท เฉพาะทางด้านโรคหลอดเลือดสมอง ได้เล่าถึง ลำดับเหตุการณ์ต่อเนื่อง หลังจากผู้ป่วยพ้นภาวะฉุกเฉิน รักษาอยู่ในมือแพทย์แล้ว…
สำหรับผู้ป่วยและญาติที่มีข้อสงสัย สเตปการดูแลผู้ป่วยแต่ละวันและการดูแลต่อจากนั้นจะเป็นอย่างไร ติดตามไปค้นหาคำตอบกันเลยค่ะ เลือกอ่านช่วงเวลาที่สนใจ
- ที่ห้องฉุกเฉิน
- วันที่ 1: เมื่อการรักษาเริ่มต้น
- ช่วงนอนโรงพยาบาล
- วันที่ 2: บทบาทของกายภาพฟื้นฟู
- ก่อนจะออกจากโรงพยาบาล
- สัปดาห์ที่ 1: วางแผนกายภาพฟื้นฟูต่อเนื่อง
- หลังกลับบ้านแล้ว
- สัปดาห์ที่ 2: การดูแลรักษาหลังออกจากโรงพยาบาล
- เดือนที่1-3: ช่วงเวลาทอง
- เดือนที่6 เป็นต้นไป : ยังคงฟื้นตัวได้อยู่แม้ช้าลง
วันที่ 1: เมื่อการรักษาเริ่มต้น
หลังจากผู้ป่วย มาที่ห้องฉุกเฉิน แพทย์จะวินิจฉัยโรค โดยถามประวัติอย่างละเอียด ตรวจร่างกายทางระบบประสาทอย่างละเอียด ถ่ายภาพเอกซเรย์สมอง(สแกนสมอง)ด้วยวิธีที่เหมาะสม และเริ่มการรักษาตามการวินิจฉัย
หากผู้ป่วยมีเลือดออกในสมอง
จะได้รับการดูแลโดยแพทย์ศัลยกรรมประสาท
- หากก้อนเลือดออกมีขนาดเล็กและอาการคงที่ – แพทย์อาจพิจารณาให้นอนโรงพยาบาลเพื่อสังเกตอาการต่อเนื่อง ยังไมต้องผ่าตัด
- หากก้อนเลือดออกมีขนาดใหญ่และ/หรืออาการไม่คงที่ – ผู้ป่วยอาจจำเป็นที่จะต้องได้รับการผ่าตัดสมอง
หากผู้ป่วยเป็นโรคสมองขาดเลือดจากเส้นเลือดสมองตีบ
- การรักษาด้วยยาฉีดเพื่อละลายลิ่มเลือดทางเส้นเลือดดำ (Thrombolysis)
- การรักษาด้วยการสวนหลอดเลือดเพื่อลากลิ่มเลือดในหลอดเลือดสมองที่อุดตันออกมา (Thrombectomy)
- การรักษาด้วยยาต้านเกล็ดเลือดหรือยาละลายลิ่มเลือด
โดยผู้ป่วยรายหนึ่งๆ อาจได้รับการรักษาแบบใดแบบหนึ่งหรือทั้งสามแบบร่วมกัน ขึ้นกับสภาวะโรคของผู้ป่วย ตามดุลยพินิจของแพทย์ผู้รักษา
วันที่ 2 : บทบาทของกายภาพฟื้นฟู
เมื่อผ่านพ้นช่วงฉุกเฉินเรียบร้อยแล้ว…
- การกายภาพบำบัดจะเข้ามามีบทบาทอย่างมากในการฟื้นตัวของผู้ป่วย โดย “ยิ่งเร็ว ยิ่งดี”
- กล่าวโดยทั่วไป คือ เริ่มได้ตั้งแต่อาการของผู้ป่วยคงที่ ประมาณ 24 ชั่วโมงหลังเกิดอาการ
สัปดาห์ที่ 1: วางแผนกายภาพฟื้นฟูต่อเนื่อง
โดยทั่วไป ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองจำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล ประมาณ 3-7 วัน ขึ้นกับความรุนแรงของโรค
จุดประสงค์เพื่อ
- สังเกตใกล้ชิด
- ลดความเสี่ยงการกลับเป็นซ้ำ (สูงสุดในช่วงแรก)
- หาสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดโรคเส้นเลือดสมองตีบ เส้นเลือดสมองแตกครั้งนี้
โดยในช่วง 1 อาทิตย์แรกนี้ ทีมแพทย์โรคสมอง ทีมแพทย์เวชศาตร์ฟื้นฟู พยาบาล นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด นักอรรถบำบัด(แก้ไขการพูด) นักโภชนาการ จะเข้ามามีบทบาทเพื่อช่วยกันดูแลรักษาผู้ป่วยเป็นทีมรักษา และเริ่มวางแผนการดูแลผู้ป่วยต่อเนื่องในระยะเปลี่ยนผ่าน จากโรงพยาบาลไปบ้าน
- การฝึกกายภาพบำบัดที่ดี
- ควรได้รับการประเมินอย่างละเอียด
- โปรแกรมเหมาะสม เฉพาะบุคคล
- ตอบโจทย์ แก้ปัญหาของผู้ป่วย
- เป้าหมายเพื่อให้กลับไปใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติที่สุด เท่าที่ตัวโรคและผู้ป่วยสามารถได้
เพราะผู้ป่วยแต่ละคนมีปัญหาที่แตกต่างกัน
แม้ผู้ป่วยจะได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคหลอดเลือดสมองเหมือนกัน การบาดเจ็บของสมองที่ตำแหน่งต่างกัน เช่น สมองส่วนหน้า สมองส่วนหลัง ก้านสมอง ก็มีผลต่อการสูญเสียหน้าที่ของสมองที่จำเพาะแตกต่างกันไป บางท่านอาจมีแขนเท่านั้นที่อ่อนแรง บางท่านมีทั้งแขนและขาอ่อนแรง บางท่านมีปัญหาการพูด การสื่อสาร การกิน การกลืน เป็นต้น
ดังนั้นการออกแบบโปรแกรมที่เฉพาะบุคคล โดยคำนึงถึงปัญหาของผู้ป่วย ความพร้อม สภาวะร่างกายโดยรวมอื่นของผู้ป่วย ย่อมทำให้การรักษาออกมาดีที่สุดสำหรับบุคคลนั้นๆ
เพราะผู้ป่วยแต่ละคนมีความต้องการที่แตกต่างกัน
นอกจากตัวโรคและการสูญเสียหน้าที่ของสมองแต่ละส่วนที่แตกต่างกันไป ความสมบูรณ์ของร่างกายตั้งต้นก่อนเจ็บป่วย กิจวัตรประจำวันดั้งเดิมของผู้ป่วยก่อนเจ็บป่วย ก็มีผลต่อการออกแบบโปรแกรม ความหนักของโปรแกรม ให้เหมาะสม ตรงกับความคาดหวังของผู้ป่วย
กรณีผู้ป่วยสูงอายุ มีภาวะเปราะบาง
- กรณีผู้ป่วยสูงอายุ มีภาวะเปราะบาง เป้าหมายการฝึกกายภาพ ที่ทีมจะเข้าไปดูแล ร่วมกับผู้ป่วยและญาติ ก็มักเป็นความสามารถในการดูแลกิจวัตรประจำวันของตนเองได้ (Activities of daily living – ADL) เช่น แปรงฟัน ล้างหน้า หวีผม ลุกเดินได้ เป็นต้น
กรณีผู้ป่วยอายุน้อย อยู่ในวัยทำงาน เดิมแข็งแรงดี
- กรณีผู้ป่วยอายุน้อย อยู่ในวัยทำงาน เดิมแข็งแรงดี หลังจากผ่านพ้นช่วงฉุกเฉิน เป้าหมายการฝึกกายภาพ ที่ทีมจะเข้าไปดูแล ร่วมกับผู้ป่วยและญาติ ก็มักเป็น ความสามารถในการกลับไปทำงาน ใช้ชีวิตประจำวันพึ่งพาตนเองได้เท่าเดิม – ก็ย่อมต้องฝึกหนัก เข้มข้นกว่า
อย่างไรก็ตามปัจจุบันผู้สูงอายุแข็งแรง อายุยืนมากขึ้น อายุจึงไม่ใช้ตัวกำหนดความหนักเบาในการฝึก แท้จริงแล้วเป็นความต้องการของผู้ป่วยและญาติผู้ดูแลมากกว่า ว่าจะคาดหวังมากแค่ไหน และสู้พยายามมากเพียงใด ในการกลับไปสู่สุขภาวะ ร่างกายเดิมให้มากที่สุด
สัปดาห์ที่ 2 : การดูแลรักษาหลังออกจากโรงพยาบาล
หลังออกจากโรงพยาบาล มีความจำเป็นอย่างมากที่หมออยากเน้นย้ำ 2 สิ่งสำคัญ
1. ทานยาต่อเนื่อง (แม้หายดี)
- ยาประจำตัวผู้ป่วยที่เป็นยากลับบ้าน เป็นยาสำคัญที่ใช้เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำของโรค และช่วยลดอาการอื่นๆที่เป็นผลแทรกซ้อน
- *หากทานยาแล้วกังวลผลข้างเคียง ควรนำข้อสงสัย ข้อกังวลกลับไปปรึกษาทีมแพทย์ที่ให้การรักษาประจำตัว ไม่ควรหยุดยาเอง*
2. กายภาพต่อเนื่อง (แม้ไม่หายดี)
ในวันที่อาการผู้ป่วยคงที่แล้ว แพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้ วันนั้นผู้ป่วยอาจออกจากโรงพยาบาลไปด้วยสภาวะร่างกายที่ไม่ได้สมบูรณ์100%เหมือนก่อนเป็นโรค
เพราะการฟื้นตัวต้องใช้เวลา จึงมีความสำคัญอย่างมากในการมุ่งมั่นฝึกกายภาพฟื้นฟูต่อเนื่อง ผู้ป่วยสามารถเลือก
- ฝึกเองที่บ้าน ตามคำแนะนำของทีมเวชศาสตร์ฟื้นฟู ทีมกายภาพที่สอนผู้ป่วยและญาติก่อนออกจากโรงพยาบาล
- ฝึกที่ศูนย์กายภาพฟื้นฟูเป็นครั้งๆแบบผู้ป่วยนอก
- ฝึกที่ศูนย์กายภาพฟื้นฟูแบบเข้มข้นต่อเนื่องแบบผู้ป่วยใน (เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฝึกกายภาพเข้มข้น + ร่างกายและจิตใจพร้อมในการฝึก)
เดือนที่ 1-3 : ช่วงเวลาทอง
ช่วงเวลาทองของการฟื้นฟูร่างกาย
https://vivawellness.co.th/stroke-golden-period/การฟื้นตัวของร่างกายหลังการบาดเจ็บของสมอง หรือช่วงเวลาทอง ทั้งจากการปรับตัวดีขึ้นของร่างกายเอง (spontaneous recovery) หรือจากการฝึกกายภาพนั้น จะฟื้นตัวได้มากที่สุด เสมือนกราฟที่พุ่งทะยานในช่วงเดือนแรก จากนั้นอัตราการฟื้นตัวจะช้าลง
การเริ่มฝึกในรูปแบบที่ถูกต้อง และ มีการปรับเปลี่ยนเทคนิกการฝึกให้เหมาะสมกับระยะความเจ็บป่วย/ระยะของร่างกายที่พัฒนาไป
กล่าวคือ เมื่อร่างกายแข็งแรงขึ้นก็ฝึกมากขึ้น เมื่อร่างกายแข็งแรงขึ้นก็ฝึกเทคนิกที่ท้าทายมากขึ้น (ไม่ใช่ฝึกแบบสำเร็จรูป แบบเดียวไปตลอด) ย่อมตอบโจทย์การฟื้นตัวในช่วงโอกาสทองนี้ได้ดีที่สุดนั่นเอง
โบนัสในการเสริมพลังการฟื้นฟู
ปัจจุบันมีเทคโนโลยีการฟื้นฟูสมองและร่างกายที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายมากขึ้น ได้แก่
- การกระตุ้นสมองด้วยเทคนิกที่ไม่อันตราย (noninvasive brain stimulation: NIBS) ทั้งโดย
- การกระตุ้นสมองด้วยกระแสไฟฟ้าอย่างอ่อน (Transcranial Direct Current Stimulation: tDCS)
- การกระตุ้นสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเพื่อการรักษา (Transcranial magnetic stimulation: TMS)
- การลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองระยะกึ่งฉับพลันด้วยยาเอนไซม์ (injectable hyaluronidase enzyme)
- การใช้เทคโนโลยีเสริมสร้างการฟื้นฟู (technology-assisted rehabilitation) เป็นต้น
ดังนั้นหากถามว่าโอกาสทองในการกระตุ้นสมองให้กลับมาปกติให้ได้มากที่สุดนั้น คงต้องตอบว่าเป็นช่วงเดือนแรก
เดือนที่ 6 เป็นต้นไป : ยังคงฟื้นตัวได้อยู่แม้ช้าลง
หลังจาก 6 เดือนของการฟื้นฟูอย่างเข้มข้น ต่อเนื่อง
- ผู้ป่วยหลายท่านอาจกลับสู่ภาวะปกติได้ จนแทบไม่รู้สึกถึงความผิดปกติใดในการใช้ชีวิตประจำวันทั่วไป
- แต่ผู้ป่วยบางรายจะยังคงมีความทุพพลภาพอยู่
อย่างไรก็ตามมีรายงานว่าผู้ป่วยหลายรายจะยังคงดีขึ้นต่อเนื่องได้ ทั้งนี้ขึ้นกับความรุนแรงของโรคตั้งต้น ภาวะแทรกซ้อนต่างๆ การรักษาที่เหมาะสมที่ได้รับ และการกายภาพที่เข้มข้น ปัจจัยเหล่านี้จะยังทำให้ผู้ป่วยดีขึ้นได้อยู่ต่อเนื่อง
แม้ว่าการฟื้นตัวจะช้าลง แต่การติดตามอย่างต่อเนื่องกับทีมแพทย์ ทีมกายภาพที่ดูแลผู้ป่วยยังสำคัญอยู่
- แพทย์ จะช่วยจัดการกับปัญหาสุขภาพ ภาวะแทรกซ้อนที่ตามมาในช่วงฟื้นตัว รวมถึงดูแลต่อเนื่องตามสภาวะ ความต้องการของผู้ป่วย นอกเหนือไปจากการรักษาทั่วไป การรักษาด้วยยา ซึ่งเป็นการดูแลไปตลอดหลายปีหรือทั้งชีวิต
- นักกายภาพบำบัด นักกิจกรรมบำบัด และนักแก้ไขการพูด จะช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นคืนฟังก์ชันในกิจวัตรประจำวันให้มากที่สุด โดยเลือกให้สอดคล้องกับเป้าหมายส่วนตัวของผู้ป่วยแต่ละท่าน หากยังมีอ่อนแรงก็ต้องเพิ่มความแข็งแรง หากยังกลืนทางปาก กินเองไม่ได้ ก็ต้องช่วยสอนและฝึกต่อเนื่องด้านการกลืน เป็นต้น
- นักจิตวิทยา สามารถช่วยในการจัดการปัญหาด้านอารมณ์และพฤติกรรม ที่จะต้องรับมือกับความเปลลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต ที่พบบ่อย เช่น ภาวะซึมเศร้าหลังเป็นโรคหลอดเลือดสมอง
ความช่วยเหลือร่วมกันของทีมผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด ล้วนสนับสนุนการฟื้นตัวโรคหลอดเลือดสมอง ร่างกายและจิตใจของผู้ป่วยและญาติผู้ดูแล ให้รับมือกับความเปลี่ยนแปลงนี้อย่างไม่โดดเดี่ยว และถึงแม้ว่าการฟื้นตัวของผู้ป่วยบางรายจะใช้เวลานาน(กว่าผู้ป่วยท่านอื่น) อย่าลืมว่าผู้ป่วยทุกท่าน อาการ ความสมบูรณ์ของร่างกายเดิม ไม่เหมือนกัน ยังคงมีความหวังในการพัฒนาเพิ่มทุกวัน
“เพราะทุกครั้งที่คนไข้ต้องการความช่วยเหลือน้อยลง แม้จะเป็นกิจวัตรประจำวันที่ดูเสมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย… เท่านั้นก็เป็นการพัฒนาที่ดีขึ้น เป็นก้าวสำคัญสำหรับคนไข้แล้วค่ะ” กล่าวปิดท้าย เป็นกำลังใจให้ผู้ป่วยและญาติทุกท่าน โดยหมอมิ้นท์ พญ.วรัชยา วลัยลักษณาภรณ์
แล้วหลังจาก 6 เดือน ยังต้องทำกายภาพ อยู่หรือไม่ อ่านต่อได้ที่ คลิกอ่านเลย



บทความโดย
หมอมิ้นท์ พญ.วรัชยา วลัยลักษณาภรณ์
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสมองและระบบประสาท
สำหรับผู้ป่วยและผู้ดูแลทางบ้านที่มีคำถาม หรือสงสัยเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยโรคสมอง โรคเส้นเลือดสมองตีบ เส้นเลือดสมองแตก ผู้ป่วยโรคสมอง และผู้ป่วยติดเตียง สามารถส่งข้อความคำถามได้ที่เพจ Viva Wellness หรือทางไลน์ @VivaWellness นะคะ หมอและทีมหมอหลายๆท่านจะทยอยตอบคำถามให้ค่ะ

