3 เทคนิค กันไว้ดีกว่าแก้!
อย่าให้อาการเกร็ง จำกัด ความสามารถในการฟื้นฟู

เคยไหม? รู้สึกหงุดหงิดกับอาการเกร็งที่รบกวนการเคลื่อนไหว
เคยไหม? กังวลว่าอาการเกร็งจะขัดขวางการฟื้นฟูหลังจากป่วย

อย่าปล่อยให้ “เกร็ง” มาขัดขวางการฟื้นฟูตนเอง วันนี้มาเรียนรู้วิธีเอาชนะอาการเกร็งด้วยตัวเองกันเถอะ!

เลือกอ่านหัวข้อที่สนใจ

  • อาการเกร็งก็มีข้อดี?
  • ปัญหาตามมาจาก “อาการเกร็ง” ที่พบในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง
  • 3 เทคนิค ป้องกัน/ลดอาการเกร็ง ในระยะแรก “เริ่มได้ตั้งแต่ในโรงพยาบาล”
  • ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

อาการเกร็งก็มีข้อดี?

“ผู้ป่วยที่มีอาการเกร็ง ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น บ่งบอกว่าผู้ป่วยจะมีกำลังกล้ามเนื้อกลับมา เพิ่มมากกว่า ดีกว่า ผู้ป่วยที่ไม่เกร็ง”

อย่างไรก็ตาม…แม้อาการเกร็งจะสื่อถึงความสามารถในการฟื้นตัวของสมอง แต่อาการเกร็งที่มากไป จะจำกัดการเคลื่อนไหว ส่งผลเสียตามมา!!

ปัญหาตามมาจาก “อาการเกร็ง” ที่พบในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง

  • ไม่สามารถฝึกตามเป้าหมายได้ ส่งผลเสียต่อการกายภาพฟื้นตัว
  • ไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันด้วยตนเอง เช่น ตักอาหาร อาบน้ำเอง สวมใส่เสื้อผ้า เดิน
  • ก่อให้เกิดความเจ็บปวดจากการเกร็งของกล้ามเนื้อ ปวดเมื่อยตลอดเวลา
  • จำกัดการเคลื่อนไหว ก่อให้เกิดปัญหาแผลกดทัด จากการข้อติด แล้วติดเตียงตามมา
  • จำกัดการเข้าสังคม ก่อให้เกิดภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองได้

ผู้ป่วยและญาติผู้ดูแลจึงควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางระบบสมองและประสาท แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู เพื่อจัดการกับปัญหาดังกล่าวตั้งแต่แรกเริ่ม

3 เทคนิค ป้องกัน/ลดอาการเกร็ง ในระยะแรก
“เริ่มได้ตั้งแต่ในโรงพยาบาล”

1. อุปกรณ์พยุงข้อมือและมือ: ตัวช่วยสำคัญในการลดอาการเกร็ง

อุปกรณ์พยุงข้อมือและมือ เป็นอุปกรณ์ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้เกิดการเหยียดค้างของข้อมือและนิ้วมือ โดยข้อมือจะอยู่ในลักษณะเหยียดตรงและนิ้วมือเหยียดกางออก อุปกรณ์นี้มีประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้ที่มีอาการเกร็งจนเกิดการหดรั้งของเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อบริเวณมือ

เทคนิคการเลือก/ใส่อุปกรณ์พยุงข้อมือและมือ:

  • เลือกขนาดให้เหมาะสมกับข้อมือและมือ
  • เลือกวัสดุที่ระบายอากาศได้ดี
    ปรับความกระชับให้เหมาะสม ไม่รัดแน่นจนเกินไป
  • สังเกตอาการผิดปกติ เช่น รอยแดง บวม หรือปวด
  • ทำความสะอาดอุปกรณ์อย่างสม่ำเสมอ
  • ปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้งาน

2. การจัดท่าสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการเกร็ง

หลักการสำคัญ คือ การจัดท่าให้ผ่อนคลาย เพื่อป้องกันการหดรั้งของกล้ามเนื้อ สังเกตและหลีกเลี่ยงท่าที่กระตุ้นให้เกิดอาการเกร็ง

เทคนิคการจัดท่าผู้ป่วยเพื่อลดการเกร็ง

  • รักษาแนวเส้นตรงของร่างกาย
  • รองรับส่วนที่อ่อนแรง

ท่าทางที่แนะนำ

  • นอนหงาย: วางแขนข้างลำตัว เหยียดขาตรง รองรับเข่าด้วยหมอน
  • นอนตะแคง: นอนตะแคงด้านที่ไม่เป็นอัมพาต งอเข่าเล็กน้อย วางแขนข้างลำตัว
  • นั่ง: นั่งบนเก้าอี้ที่มีพนักพิง เหยียดขาตรง วางเท้าราบกับพื้น

ข้อควรระวัง

  • ไม่ควรนอนตะแคงทับด้านที่อ่อนแรง
  • ไม่ควรเหยียดขาตรงนานๆ

3. การกายภาพยืดเหยียดกล้ามเนื้อและข้อต่อเป็นประจำ

การเคลื่อนไหวร่างกายเป็นประจำ การยืดกล้ามเนื้ออย่างสม่ำเสมอ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการคลายความตึงตัวของกล้ามเนื้อและป้องกันการหดสั้นของกล้ามเนื้อและเอ็น ป้องกันการเกิดข้อยึดติด ผิดรูป

หลักการยืดเหยียดกล้ามเนื้อและเอ็นที่หดเกร็ง

  • เหยียดยืดเอ็นและกล้ามเนื้อที่หดเกร็งในทิศทางตรงกันข้าม
    แขนและขา เริ่มจากข้อส่วนต้นไปยังส่วนปลาย
  • ยืดกล้ามเนื้อบริเวณช้าๆ ค้างนานประมาณ 20-30 วินาที
  • ระหว่างการยืดระวังไม่ควรทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บ จะทำให้เกิดอาการเกร็งเพิ่มขึ้น
  • หากเจ็บขณะขยับหรือยืดเหยียดต้องตรวจสอบว่ามีการอักเสบของข้อ การยึดติดถาวร หรือข้อหลุดหรือไม่

ทั้งการเคลื่อนไหวร่างกาย การยืดกล้ามเนื้อ จะช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรง ยืดหยุ่น ลดโอกาสการเกิดอาการเกร็ง

ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางระบบสมองและประสาท เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสม
อาการเกร็งของกล้ามเนื้อ มักต้องใช้การรักษาผสมผสานร่วมกันหลายวิธีขึ้นอยู่กับ

  • ความรุนแรงของอาการ
  • เป้าหมายของการรักษา
  • ปัญหาโรคประจำตัว
  • สุขภาวะโดยรวมของผู้ป่วย

การประเมินและวินิจฉัยที่ถูกต้องตั้งแต่ระยะแรกของโรค เป็นสิ่งสำคัญในการวางแผนการรักษา และควรติดตามผลการรักษาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อปรับการรักษาให้ได้ตามเป้าหมาย

ความหวังอยู่ตรงหน้า! อย่าลืมนำเทคนิคและวิธีการเอาชนะอาการเกร็งไปปรับใช้กัน สู้ต่อไปเพื่อกลับมาใช้ชีวิตให้สมบูรณ์

บทความโดย

หมอมิ้นท์ พญ.วรัชยา วลัยลักษณาภรณ์

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสมองและระบบประสาท

สำหรับผู้ป่วยและผู้ดูแลทางบ้านที่มีคำถาม หรือสงสัยเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยโรคสมอง โรคเส้นเลือดสมองตีบ เส้นเลือดสมองแตก ผู้ป่วยโรคสมอง และผู้ป่วยติดเตียง สามารถส่งข้อความคำถามได้ที่เพจ Viva Wellness หรือทางไลน์ @VivaWellness นะคะ หมอและทีมหมอหลายๆท่านจะทยอยตอบคำถามให้ค่ะ